ข่าวฟุตบอลรายวัน, ฟุตบอลออนไลน์

4 Champ แค่เอื้อมลิเวอร์พูลตบเรือใบร่วงผงาดชิงเอฟเอคัพ

ลิเวอร์พูล

โอกาสที่ ลิเวอร์พูล จะประกาศความยิ่งใหญ่บนโลกลูกหนังด้วยการกวาด 4 แชมป์ภายในฤดูกาลเดียวนั้นมันเหมือนฝันอยู่เพียงแค่เอื้อมมือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เอาชนะคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปได้สุดมัน 3-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ที่เวมบลี่ย์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2022 ทำให้ผงาดเข้าไปรอชิงดำกับผู้ชนะระหว่างเชลซีหรือคริสตัล พาเลซเป็นด่านสุดท้าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้หงส์แดงประเดิมแชมป์แรกในซีซั่นนี้ไปด้วยการฟันถ้วยคาราบาว คัพไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งคู่ต่างเพิ่งผ่านเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบก่อนรองชนะเลิศนัดสองเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยกันทั้งคู่ และต่างก็สามารถตบเท้าเข้ารอบรองชนะเลิศไปได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งยังมีเกมพรีเมียร์ลีกอังกฤษรออยู่ในช่วงกลางสัปดาห์นี้ โดยที่ลิเวอร์พูลต้องทำศึกแดงเดือดด้วยการเปิดแอนฟิลด์ต้อนการมาเยือนของคู่กัดตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 19 เมษายน 2022 ขณะที่แมนฯซิตี้จะได้เปิดเอติฮัด สเตเดี้ยมรับมือไบรท์ตัน ซึ่งนาทีนี้ไม่ธรรมดากลายร่างเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากสองเกมลีกล่าสุดบุกไปไล่ตบทีมคั่วอันดับ 4 อย่างอาร์เซน่อล และสเปอร์สไปตามลำดับ ในวันที่ 20 เมษายน 2022

อย่างไรก็ดีเกมนี้เจอร์เก้น คล็อปป์เลือกที่จะจัดหนักจัดเต็มด้วยการส่งตัวหลักที่พักเอาไว้เพียบจากเกมยุโรปเมื่อกลางสัปดาห์ โดยเปิดโอกาสให้หลุยส์ ดิอาซ จรวดทางเรียบทีมชาติโคลอมเบีย ได้มีโอกาสสัมผัสเกมใหญ่ที่เวมบลี่ย์ด้วยการลงเป็นสามประสานในแดนหน้าร่วมกับโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซุปตาร์ทีมชาติอียิปต์ และซาดิโอ มาเน่ เจ้าของแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2022 จากเซเนกัล

ทางด้านเป๊ป กวาร์ดิโอล่าหนักใจไม่น้อยเมื่อแมตช์สำคัญนี้ต้องอดใช้บริการแบ็กขวาตัวเก่งทีมชาติอังกฤษอย่างไคล์ วอล์คเกอร์ที่เดี้ยวมาจากเกมยุโรปเมื่อกลางสัปดาห์ เช่นเดียวกับเควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยม ที่ยังไม่ฟิตพอต้องรอสตาร์ทที่ม้านั่งสำรอง ขณะที่สร้างเซอร์ไพรส์ไม่น้อยด้วยการส่งแซค สเตฟเฟ่น นายทวารเบอร์หนึ่งทีมชาติสหรัฐอเมริกา ลงเฝ้าเสาแทนจอบหนึบทีมชาติบราซิลอย่างเอแดร์ซอน โมราเอส

เปิดฉากไปได้เพียงแค่ 9 นาทีสาวกหงส์แดงที่ขนกันเข้าไปเชียร์ทีมรักกันแน่นเวมบลี่ย์ต่างพากันเฮลั่น หลังจากทีมโปรดชิงความได้เปรียบเอาไว้ด้วยการเป็นฝ่ายขึ้นนำ 1-0 เมื่ออิบราฮิมา โกนาเต้ ปราการหลังดาวโรจน์ทีมชาติฝรั่งเศส โขกลูกเตะมุมจากการเปิดของแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายจอมบุกทีมชาติสกอตแลนด์ เข้าไปตุงตาข่าย

อาการของ แมนฯซิตี้ ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมจากความผิดพลาดของสเตฟเฟ่นในนาทีที่ 17 หลังจากที่นายด่านชาวอเมริกันโดนมาเน่วิ่งตามเข้าไปกดดันจนทำให้ตกม้าตายพลาดจากการออกบอลในกรอบ 6 หลาหน้าปากประตูตัวเอง โดยโดนสตาร์แข้งทองของเซเนกัลบีบเข้าไปจนเตะพลาดถูกชาร์จเผาขนเข้าไปตุงตาข่าย 2-0 เล่นเอางานนี้แฟนเรือใบสีฟ้าต่างพากันสุดช็อกไปเลยทีเดียว

มาเน่มาพังประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ในช่วงนาทีสุดท้ายของครึ่งแรกให้หงส์แดงนำห่างอย่างขาดลอย 3-0 พร้อมมีลุ้นกดแฮตทริกที่เวมบลี่ย์อีกด้วย โดยลูกนี้ได้มาจากการประสานงานกันอย่างสุดสวยของ เครื่องจักรสีแดง ก่อนที่ติอาโก้ อัลกานตาร่า มิดฟิลด์จอมเก๋าเท้าชั่งทองทีมชาติสเปน จะตักบอลให้ยอดดาวยิงจากกาฬทวีปได้เอี้ยวตัววอลเลย์บอลพุ่งติดไซด์ก้อยเบียนเข้าโคนเสาแรกไปอย่างหยดย้อย

เรือใบสีฟ้า ดูเหมือนจะกลับคืนสู่เกมได้อีกครั้ง หลังจากได้ประตูตีไข่แตกอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 2 ของครึ่งแรก โดยได้มาจากจังหวะที่ตัดบอลได้ทางด้านขวา แล้วแฟร์นานดินโญ่พาบอลแหวกไหลเข้าไปในเขตโทษให้กาเบรียล เชซุส หัวหอกทีมชาติบราซิล สอดขึ้นมาตบเข้าในใส่พานทองให้แจ็ค กรีลิช จอมเทคนิคทีมชาติอังกฤษ กดเสียบเสาแรกเข้าไปไม่เหลือซากไล่มาห่างๆ 1-3

 

ลิเวอร์พูล

 

ลิเวอร์พูลซัดกลับครึ่งหลังอย่างหวุดหวิด

แม้ แมนฯซิตี้ จะพยายามโหมเกมรุกเพื่อหวังทวงประตูคืนแต่ก็ได้แค่เสียวไปเสียวมา แถมยังเกือบโดนลิเวอร์พูลบวกสกอร์เพิ่ม ก่อนที่เรือใบสีฟ้าจะมาได้ประตูจุดประกายความหวังหลังเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีแรก โดยริยาด มาห์เรซ สตาร์ทีมชาติแอลจีเรีย สอดตัดหน้าโรเบิร์ตสันจนได้ช่องหวังซัดบอลลอดขาอลิซอน เบ็คเกอร์ แต่โชคก็ยังเข้าข้างลูกทีมกวาร์ดิโอล่าที่บอลติดหว่างขามือปลาหมึกทีมชาติบราซิลกลายเป็นดีชะลอไปเข้าทางเสาไกลให้แบร์นาโด้ ซิลวา ปีกตัวจี๊ดทีมชาติโปรตุเกส ตามเข้ามาชาร์จเผาขนไล่เข้ามาหายใจลดต้นคอ 2-3

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่เหลือกลายเป็นความกดดันโถมเข้าใส่แข้ง หงส์แดง แบบเต็มๆ เมื่อเรือใบสีฟ้าบี้จนมีโอกาสตีเสมอแบบรัวๆ แต่ก็หวิดโดนทีเด็ดจากจังหวะสวนกลับของทั้งซาลาห์และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ แต่ก็ไม่มีสกอร์เพิ่มแต่อย่างใด ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดยาวจบเกม ทำให้ลูกทีมของคล็อปเอาชนะไปได้แบบมีเสียวช่วงท้ายเกม 3-2 พร้อมเดินหน้าลุ้นกวาด 4 แชมป์ในซีซั่นนี้ ซึ่งยังคงมีลุ้นทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีกอังกฤษ และเอฟเอ คัพ

 

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม:

ลิเวอร์พูล (4-3-3): อลิซอน เบ็คเกอร์,  เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,  อิบราฮิมา โกนาเต้,  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์,  แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน,  นาบี เกอิต้า (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน นาทีที่ 73),  ฟาบินโญ่,  ติอาโก้ อันกานตาร่า (เคอร์ติส โจนส์ นาทีที่ 87),  โมฮาเหม็ด ซาลาห์,  ซาดิโอ มาเน่ (ดีโอโก้ โชต้า นาทีที่ 85),  หลุยส์ ดิอาซ (โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นาทีที่ 85)

ผู้จัดการทีม: เจอร์เก้น คล็อปป์

แมนฯซิตี้ (4-3-3): แซค สเตฟเฟ่น,  ชูเอา กานเซโล่,  จอห์น สโตนส์,  นาธาน อาเก้,  โอเล็กซานเดร์ ซินเชนโก้,  แบร์นาร์โด้ ซิลบา,  แฟร์นานดินโญ่,  ฟิล โฟเด้น,  กาเบรียล เชซุส (ริยาด มาห์เรซ นาทีที่ 83),  ราฮีม สเตอร์ลิง,  แจ็ค กรีลิช

ผู้จัดการทีม: เป๊ป กวาร์ดิโอลาร์

ผู้ตัดสิน: ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

pd12 banner

Related Posts