ข่าวฟุตบอลรายวัน, ฟุตบอลออนไลน์

ลิเวอร์พูลยังมีลุ้น 4 แชมป์หลังดับฝันสิงห์บลูชูถ้วยเอฟเอคัพเป็นใบที่สอง | FA CUP, FINAL

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล ยังคงรักษาโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์บนโลกลูกหนังด้วยการกวาดทั้ง 4 แชมป์ภายในฤดูกาลเดียวเอาไว้ได้สำเร็จ  หลังจากย้ำแค้นเชลซี ไปด้วยการพกดวงเฉือนชนะไปได้ในการดวลจุดโทษซ้ำสองด้วยสกอร์ 6-5 หลังจากเสมอกันใน 120 นาที 0-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2021 – 2022 ที่เวมบลี่ย์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2022 ทำให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ฟันดับเบิ้ลแชมป์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังนำถ้วยเอฟเอ คัพกลับไปประดับบารมีที่แอนฟิลด์เป็นสมัยที่ 8 อีกด้วย

นัดชิงดำบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษครั้งที่ 141 นับเป็นแมตช์ล้างตาจากที่เชลซีเคยพ่ายในการดวลจุดโทษต่อ ลิเวอร์พูล มาแล้วในศึกคาราบาว คัพซีซั่นนี้ และนับเป็นการผงาดตบเท้าเข้ารอบชิงชนะเลิศติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่ 3 จาก 15 ครั้งพร้อมฟันแชมป์ไปได้ 8 สมัย รวมทั้งยังเป็นการทะลุถึงนัดชิงดำถ้วยใบนี้เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ปีหลังสุดของสิงห์บลูอีกด้วย  ขณะที่ หงส์แดง ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งหนหลังสุดพ่ายสิงโตน้ำเงินครามไป 1-2 เมื่อฤดูกาล 2011 – 2012 และเป็นการทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 14 และฟาดแชมป์ไป 7 สมัย

สิงห์บลูดูดีกว่าจากการบุกได้น้ำได้เนื้อเหนือกว่าในช่วงต้นครึ่งแรก  หลังจากได้เสียวทั้งจากการลองส่องไกลของคริสเตียน พูลิซิช ดาวเตะทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในนาทีที่ 17 และจากการหลุดเข้าไปยิงในเขตโทษของมาร์กอส อลอนโซ่ในนาทีที่ 28 แต่ว่าอลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบมือหนึ่งทีมชาติบราซิล ยังออกมาบล็อกเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที

แฟนหงส์แดงแทบใจหายเมื่อโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซุปตาร์ทีมชาติอียิปต์ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ต้องเปลี่ยนเอาดีโอโก้ โชต้า หัวหอกทีมชาติโปรตุเกส ลงไปล่าตาข่ายแทนในนาทีที่ 33 ก่อนที่เชลซีจะมีลุ้นทันทีที่เปิดฉากครึ่งหลังได้เพียงแค่นาทีเดียวแบบรัว ๆ จากการลองตะบันจากหน้าเขตโทษด้านซ้ายของอลอนโซ่ รวมไปถึงช็อตเซฟของอลีสซงจากการซัดของพูลิซิช

นาทีที่ 47 สิงห์บลูน่าจะได้ประตูขึ้นนำอย่างสุด ๆ เมื่ออลอนโซ่บรรจงซัดฟรีคิกจากเกือบถึงเส้นหลังทางฝั่งขวา  แล้วบอลเลี้ยวหนีมืออลีสซงที่พยายามยืมมือปัดไปได้แล้ว  แต่หงส์แดงดวงยังไม่ถึงฆาตจากจังหวะบอลมุดลงไปชนคานอีกด้านกระดอนออกมา

นาทีที่ 87 สาวกหงส์แดงแทบได้เฮกันลั่นเวมบลี่ย์  โดยโชต้าแตะบอลสั้นให้ซาดิโอ มาเน่ส่งต่อไปที่หลุยส์ ดิอาซ  ก่อนที่ปีกลมกรดทีมชาติโคลอมเบียจะได้ซัดไปชนเสาเหลี่ยมนอกทางด้านขวาชนิดที่แฟนสิงห์บลูแทบช็อกคาสนามกันเลยทีเดียว

แฟน สิงห์บลู ต่างพากันหายใจไม่ทั่วท้อง  หลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่อึดใจหงส์แดงก็ได้ลุ้นกันอีกระลอก  โดยเจมส์ มิลเนอร์ครอสบอลเข้าไปที่เสาไกลให้แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันได้ตั้งเท้าชาร์จเผาขนบอลไปชนเสาเข้าอย่างจัง

ทั้งสองฝ่ายต่างเล่นกันอย่างไม่ผลีผลามในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งละ 15 นาที ทำให้แทบไม่มีจังหวะจะแจ้งในการเข้าทำมากเท่าใดนัก  และสุดท้ายต่างทำสกอร์กันไม่ได้พร้อมเสมอกันไป 0-0 ใน 120 นาที

 

ลิเวอร์พูล

 

สุดท้ายต้องมาตัดสินแชมป์กันด้วยการดวลจุดโทษอีกครั้ง

หลังจากเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ลิเวอร์พูล แม่นเป้ากว่าเอาชนะไปได้ในการดวลกันอย่างมาราธอน 11 – 10 แต่คราวนี้เป็นฝ่ายสิงห์บลูได้ยิงก่อน  และเซซาร์ อัสปิลิกวยต้าซัดไปชนเสาในคนที่ 2 ทำให้สิงห์บลูตกเป็นรอง ก่อนที่มาเน่จะรับหน้าที่สังหารคนที่ 5 ให้หงส์แดง ซึ่งหากไม่พลาดเป้าก็เอาแชมป์ไปทันที แต่ว่าดันซัดไปติดเซฟนายทวารร่วมทีมชาติเซเนกัลอย่างเอดูอาร์ เมนดี้ ทำให้เสมอกัน 4-4 ต้องไปดวลกันแบบซัดเด้นเดธแบบว่าทีมใดพลาดฝันสลายไปทันที

เพชฌฆาตรายที่ 6 ของทั้งคู่ต่างไม่พลาดเป้าทั้งฮาคิม ซิเย็คของเชลซี และโชต้าของลิเวอร์พูล  ก่อนที่อลีสซงจะเซฟลูกยิงคนที่ 7 ของสิงห์บลูอย่างเมสัน เม้าน์ทเอาไว้ได้  และคอนตาส ซิมิกาสซัดไม่พลาดเข้าไปอย่างเยือกเย็นให้หงส์แดงฟันแชมป์เอฟเอ คัพครั้งแรกในรอบ 16 ปีเลยทีเดียว

ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล คว้าไปแล้วสองถ้วยทั้งเอฟเอ คัพ และคาราบาว คัพ  รวมทั้งยังมีคิวลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเพิ่มอีกสมัยด้วยการรอดวลกับแชมป์ลา ลีกาสเปนอย่างเรอัล มาดริด ในวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2022 ที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส และยังมีหวังในพรีเมียร์ลีกแม้ว่าจะตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ห่างสามแต้มพร้อมลูกได้เสียเป็นรอง 7 ลูก ขณะที่เหลือโปรแกรมอีกสองนัดสุดท้ายเท่านั้นในซีซั่นนี้

 

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม:

ลิเวอร์พูล (4-3-3): อลีสซง เบ็คเกอร์,  เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,  อิบราฮิมา โกนาเต้,  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โฌแอล มาติป นาทีที่ 91),  แอนดรูว์ โรเบิร์นตัส (คอนตาส ซิมิกาส นาทีที่ 111),  นาบี เกอิต้า (เจมส์ มิลเนอร์ นาทีที่ 74),  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,  ติอาโก้ อัลกันตาร่า,  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดีโอโก้ โชต้า นาทีที่ 33),  ซาดิโอ มาเน่,  หลุยส์ ดิอาซ (โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นาทีที่ 99)

โค้ช: เจอร์เก้น คล็อปป์

เชลซี (3-4-2-1): เอดูอาร์ เมนดี้,  เทรโวห์ ชาโลบาห์ (เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า นาทีที่ 106),  ติอาโก้ ซิลวา,  อันโตนิโอ รือดิเกอร์,  รีช เจมส์,  จอร์จินโญ่,  มาเตโอ โควาซิช (เอ็นโกโล่ ก็องเต้ นาทีที่ 66),  มาร์กอส อลอนโซ่,  เมสัน เม้าน์ท,  คริสเตียน พูลิซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค นาทีที่ 106 (รอส บาร์คลี่ย์ นาทีที่ 120)),  โรเมลู ลูกากู (ฮาคิม ซิเย็ค นาทีที่ 85)

โค้ช: โธมัส ทูเคิ่ล

กรรมการ: เคร็ก พอว์สัน

pd12 banner

Related Posts