ข่าวฟุตบอลรายวัน, ฟุตบอลออนไลน์

แฟร้งค์เฟิร์ตหักด่านเรนเจอร์สรวบ 2 เด้งทั้งถ้วยยูโรปาลีกควบตั๋วยูซีแอล | Europa League, Final

แฟร้งค์เฟิร์ต

ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ทีมแกร่งแห่งบุนเดสลีกาเยอรมัน สิ้นสุดการรอคอยแชมป์สโมสรยุโรปมานานร่วม 42 ปีลงไปได้อย่างงดงาม  รวมทั้งยังคว้าตั๋วไปลุย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มแบบอัตโนมัติในฤดูกาลหน้า  แม้ว่าจะเข้าป้ายในลีกสูงสุดเมืองเบียร์ซีซั่นนี้เพียงแค่อันดับ 11 หลังจากหักด่านเอาชนะ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ยักษ์ใหญ่ในสกอตติชพรีเมียร์ ไปได้ในการดวลจุดโทษ 5-4 หลังจากที่เสมอกันใน 120 นาที 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ศึก ยูโรปา ลีก ที่เอสตาดิโอ รามอน ซานเชซ ปิซฆวนในเมืองเซบีย่าของสเปน เมื่อคืนวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2022

แฟร้งค์เฟิร์ต ทำผลงานในถ้วยใบนี้ได้อย่างเยี่ยมยอดนับตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายจากการโค่นทีมดังทั้งเรอัล เบติส,  บาร์เซโลน่า,  และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ขณะที่เรนเจอร์สปราบพยศทีมฟอร์มแรงแห่งบุนเดสลีกาอย่างแอร์เบ ไลป์ซิกไปได้อย่างพลิกความคาดหมาย  รวมทั้งยังต่างรอคอยแชมป์ระดับสโมสรยุโรปมาอย่างยาวนานด้วยกันทั้งคู่  ซึ่ง อินทรีแดงทำ เคยคว้าถ้วยใบนี้ในสมัยที่ยังใช้ชื่อ “ยูฟ่า คัพ” ได้สมัยแรกเมื่อปี 1980 ส่วนเดอะไลท์บลูตบเท้าเข้าชิงถ้วยใบนี้เป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เมื่อปี 2008

12 นาทีแรกของเกมเป็นฝ่าย อินทรีแดงทำ ที่มีเสียวสองชุดแบบรัว ๆ โดยตูต้าทิ้งบอลยาวไปที่ไดจิ คามาดะลากเข้าเขตโทษด้านซ้ายพร้อมแหวกหนีแข้งเรนเจอร์ส  แต่จังหวะสุดท้ายดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่นจิ้มไปติดตัวนายทวารเดอะไลท์บลูอย่างอัลลัน แม็คเกรเกอร์  ก่อนที่ฌิบริล โซว์จะมีโอกาสได้ลองปั่นจากนอกเขตโทษแต่บอลก็ไปตรงตัวแม็คเกรเกอร์

แม็คเกรเกอร์ต้องออกแรงเซฟช่วยเรนเจอร์สเอาไว้ได้อีกครั้งในนาทีที่ 20 โดยอันการ์ คเนาฟฟ์ล็อกบอลลบแบ็กซ้ายทีมเยือนอย่างบอร์นา บาริซิช  แล้วซัดจากในเขตโทษ แต่นายด่านร่างยักษ์ก็ยังปัดทิ้งออกหลังไปได้อย่างทันท่วงที

โอกาสอย่างจะแจ้งของเรนเจอร์สในเกมนี้มาในนาทีที่ 36 เมื่อบอร์ริซิชแก้ตัวด้วยการเปิดฟรีคิกจากทางด้านซ้ายเข้าไปในเขตโทษระยะราว 8 หลา ก่อนที่จอห์น ลุนส์สแทรมจะได้โขกบอลย้อยหวิดฮุบเสียบใต้คาน  แต่ยังดีที่เควิน ทรัปป์เอาชัวร์แปะบอลทิ้งออกหลัง

เปิดฉากครึ่งหลักไปได้เพียงแค่ 2 นาทีไลท์บลูพลาดโอกาสขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย  โดยเยสเปอร์ ลินด์สตรองได้ลองส่องจากหน้าเขตโทษ แล้วบอลไปแฉลบคอนอร์ โกลด์สันกระเด้งเฉี่ยวข้างเสาแบบน่าเป็นประตูสุด ๆ

แต่อีก 10 นาทีถัดมา เรนเจอร์สก็เป็นฝ่ายขึ้นนำจนได้ 1-0 แบบโชคช่วย  โดยโซว์โหนตัวโหม่งแล้วบอลย้อนหลัง แต่ แฟร้งค์เฟิร์ต โชคร้ายที่แบ็กขวาเสียหลักลื่นล้มไปเอง ทำให้โจ อาริโบหลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้าทรัปป์ไม่เหลือซาก

อินทรีแดงทำ กลับคืนสู่เกมได้อย่างทันท่วงทีในนาทีที่ 69 จากจังหวะที่ฟิลิป คอสติชครอสบอลจากทางด้านซ้ายระดับเอวเข้าไปหน้าปากประตู  แล้วราฟาเอล บอร์เร่แหย่เท้าจิ้มบอลตัดหน้าคัลวิน บาสซี่ย์จากระยะเผาขนเข้าไปตุงตาข่าย 1-1

ก่อนหมดเวลา 10 นาทีอินทรีแดงดำมีลุ้นได้ประตูชัยจากการลองส่องไกลจากระยะร่วม 30 หลาของคอสติช  แล้วบอลลอยกระเด้งพื้น  แต่แม็คเกรเกอร์ยังปัดทิ้งให้พ้นอันตรายไปได้อย่างหวุดหวิด  หลังจากนั้นต่างบวกสกอร์เพิ่มไม่ได้ และต้องไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งละ 15 นาที

ไลท์บลูเป็นฝ่ายได้เสียวก่อนในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 106 เมื่อบาริซิชเติมเกมรุกขึ้นไปพร้อมลองส่องไกลจากทางด้านซ้าย แม้ว่าบอลจะแรงแต่ก็ไม่ห่างตัวทรัปป์ ทำให้ป้องมือทุบทิ้งออกไปได้ตามระเบียบ

อินทรีแดงทำ โต้ตอบลับบ้างในนาทีที่ 114 ไรอัน เคนท์ได้โอกาสตะบันจากระยะไกลแต่ก็ยังไม่ผ่านแม็คเกรเกอร์  ก่อนที่ทรัปป์ต้องออกแรงเซฟอีกสองชุดติด ๆ ในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ

 

แฟร้งค์เฟิร์ต

 

แฟร้งค์เฟิร์ต แชมป์ในซีซั่นนี้ต้องไปวัดกันจนถึงฎีกาด้วยการดวลลูกโทษตัดสิน 

ก่อนที่ แฟร้งค์เฟิร์ต จะซัดเข้าไป 5 คนรวดสมราคาตัวแทนจากเยอรมันที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการดวลจุดโทษ  ขณะที่อารอน แรมซี่ย์ อดีตดาวเตะอาร์เซน่อลและยูเวนตุส ซึ่งถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษเพื่อสังหารจุดโทษ ซัดพลาดไปติดเซฟของทรัฟฟ์  ทำให้อินทรีแดงดำจากเมืองเบียร์สิ้นสุดการรอคอยแชมป์มานานร่วม 42 ปี  รวมทั้งยังมีสถิติที่ยอดเยี่ยมจากการคว้าถ้วยใบนี้ไปแบบไร้พ่ายตลอดทัวร์นาเมนต์  หลังจากที่เชลซีเคยทำเอาไว้ในฤดูกาล 2018 – 2019

 

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม:

แฟร้งค์เฟิร์ต (3-4-2-1): เควิน ทรัปป์,  ตูต้า (มาโกโตะ ฮาเซเบะ นาทีที่ 59),  อัลมานี่ ตูเร่,  เอว็อง เอ็นดิคก้า (คริสโตเฟอร์ เลนส์ นาทีที่ 100),  อันการ์ คเนาฟฟ์,  ฌิบริล โซว์ (อัจดิน ฮรูสติส นาทีที่ 106),  เซบานเตียน โรเด้ (คริสเตียน ยาคิช นาทีที่ 90),  ฟิลิป คอสติช,  เยสเปอร์ ลินด์สตรอม (เยนส์ เฮาเก้ นาทีที่ 72),  ไดจิ คามาดะ,  ราฟาเอล บอร์เร่

โค้ช: โอลิเวอร์ กลาสเนอร์

เรนเจอร์ส (4-2-3-1): อัลลัน แม็คเกรเกอร์,  เจมส์ เทรเวอร์เนียร์,  คอนอร์ โกลด์สัน,  คัลวิน บาสซี่ย์,  บอร์นา บาริซิช (เคมาร์ รูฟ นาทีที่ 117),  ไรอัน แจ็ค (สตีเว่น เดวิส นาทีที่ 74),  จอห์น ลันส์สแทรม,  ไรอัน เคนท์,  สกอตต์ ไรท์ (แฟซัน ซาการ่า นาทีที่ 74 – อารอน แรมซี่ย์ นาทีที่ 117),  เกลีนน์ กามาร่า (สกอตต์ อาร์ฟิลด์ นาทีที่ 91),  โจ อาริโบ (เจมส์ แซนด์ส นาทีที่ 101)

โค้ช: โจวานนี่ ฟาน บร็องค์ฮอร์สท์

กรรมการ: สลาฟโก้ วินซิช (สโลวีเนีย)

pd12 banner

Related Posts